สถาบันทุกสถาบันมีความเชื่อว่าการเล่นห่วงยางจะทำให้เด็กแข็งแรง

นับถือศาสนา” หรือมี “ความเชื่อทางศาสนา” ว่า...“ความอยู่รอดทาง วิญญาณ” นั่นเอง...ด้วยเหตุนี้...ในระหว่างที่มนุษย์พยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ทางร่างกาย จนเกิดการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องไม้เครื่องมือหยาบๆ หรือ อาจเรียกได้ว่าเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ในระดับเริ่มแรก ไม่ว่าการ ห่วงยางเด็ก  รู้จักการนำเอาหินเหล็กไฟมาตีกับก้อนแร่เหล็กเพื่อจุดไฟ,รู้จักทำเข็ม,ทำ ลูกศรจากกระดูกสัตว์,รู้จักทำฉมวกสำหรับล่าปลา,แสดงความเข้าใจต่อ รูปทรงเรขาคณิตอันแสดงให้เห็นอยู่ในลวดลายภาชนะเครื่องดินเผา,รู้จัก การดูแลปศุสัตว์,รู้จักนำเอาเมล็ดพืชมาทำกสิกรรม...ฯลฯ อันเป็นการค้น คิดประดิษฐ์ในยุคดึกดำบรรพ์ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์หยุดคิด หรือ แพยางเป่าลม  หยุดที่จะแลวงหาคำตอบต่อ “ปัญหาที่ชีวิตได้ตั้งเอาไว้กับเขา” และเรา สามารถได้พบเห็นร่องรอยของความพยายามแสวงหาคำตอบเหล่านี้ มากมายอันปรากฏอยู่ใน “ศาสนาดั้งเดิม” ของมนุษย์ในทุกๆ ชุมชน และ ในทุกพื้นที่ทั่วโลก...แน่นอนว่า...แม้นว่าคำตอบเหล่านั้นอาจจะดูไม่ต่างอะไรไปจาก เรื่องเล่าขานในนิทานสำหรับเด็ก เช่น เรื่องราวตำนานที่พระผู้เป็นเจ้าเอา   มนุษย์1ส่ตะกร้าหย่อนมาจากท้องฟ้าพร้อมกับพืชพรรณธัญญาหารของ ชาวแอ'ฟรีกันในคองโก,เรื่องของค้างคาวตัวหนึ่งที่เลินเล่อปล่อยให้ “ถุงใส่ ความมืด” ที่พระเจ้าบอกให้เอาไปไว้ที่ดวงจันทร์ ถูกบรรดาสัตว์ต่างๆ เปิด ออกมาดูจนเกิดปรากฏการณ์สสับไป-สสับมาระหว่างความมืดและสว่าง อุบัติขึ้นมาในโลกนี้ของชนเผ่าโกโนในแอฟรีกา,เรื่องของสัตว์ขนาดมหึมา ที่มานอนสถิตอยู่ใต้โลกใน ห่วงยางคอ “ช่วงเวลาแห่งความฝืน” (Dream time) และ สัตว์มหึมาตัวนี้ก็โผล่ขึ้นมาจากใต้ดินแปรสภาพเป็นสรรพชีวิตต่างๆ ของ ชาวพื้นเมืองในทวีปออสเตรเลีย,เรื่องของวิญญาณสัตว์ วิญญาณที่อยู่ใน ก้อนหิน,ต้นไม้,ภูเขา,ท้องฟ้าและ

ห่วงยางเล่นน้ำ